คำถามที่พบบ่อย

– ยาเหน็บช่องคลอดเพื่อทำแท้งออกฤทธิ์อย่างไร ?
ยาเหน็บทำแท้ง cytotec เมื่อถูกความชื้นจะละลาย ตัวยาสามารถดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอยที่ผนังช่องคลอดและปากมดลูก ระดับยาในเลือดจะสูงขึ้นอย่างช้าๆแต่คงอยู่เป็นเวลานาน แนะนำเหน็บยาทุก 12 ชั่วโมง การเหน็บยาไซโตเทคจึงได้ผลดีกว่าวิธีกินยาค่ะ
 


– ตั้งครรภ์แต่ไม่อยากเหน็บยาทำแท้ง กลัวเจ็บ มีวิธีบริหารยาทางอื่นหรือไม่ ?
ยาเหน็บทำแท้งไซโตเทค ใช้เป็นยากิน อมใต้ลิ้น อมในกระพุ้งแก้ม สอดทางทวารหนัก ก็ได้ผลทำให้มดลูกหดรัดตัว ปากมดลูกเปิดเกิดการแท้งได้ แต่วิธีกินยานั้น ยาจะดูดซึมเร็ว ระดับยาในกระแสเลือดสูงขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว



– เว็บขายยาทำแท้ง มีวิธีการใช้ยาแตกต่างกันมาก สับสน ไม่รู้จะเชื่อเว็บไหนดี ?
ถ้าตั้งครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ มีวิธีการใช้ยาดังนี้
1.สูตรขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) กิน Ru-486 600mg อีก 36-48 ชั่วโมง กินไซโตเทค (cytotec) 400mcg
2.สูตรขององค์การอนามัยโลก (WHO) กิน RU-486 200mg อีก 36-48 ชั่วโมงกินไซโตเทค(cytotec) 400mcg หรือเหน็บยาไซโตเทค 800mcg ตั้งครรภ์เกิน 9 สัปดาห์ ใช้ยาเหน็บไซโตเทค เท่านั้น



– ท้อง 5 เดือน เว็บขายยาบางเว็บแนะนำให้ใช้ยากินทำแท้ง Ru ด้วย ?
Ru-486 ใช้กินร่วมกับยาเหน็บช่องคลอดไซโตเทคได้ผลดีในอายุครรภ์ไม่เกิน 7-9 สัปดาห์ค่ะ ถ้าท้องหลายเดือนแล้วปริมาณ progesterone ในร่างกายสูงมากจนยาไม่สามารถแย่งจับกับ progesterone receptor ได้จึงไม่ได้ผลค่ะ



– ยาทำแท้งแบบกิน Ru-486 มีชนิด 25mg ?
Ru ชนิดเม็ดละ 25 mg ผลิตขึ้นมาสำหรับกินเป็นยาคุมฉุกเฉินหลังร่วมเพศ ไม่เหมาะจะกินทำแท้งเพราะต้องกินถึง 8 เม็ดจ่ะ

– ยาสตรีใช้เป็นยาทำแท้งได้จริงหรือ ?
ยาสตรีมีส่วนประกอบหลักคือแอลกอฮอล์และสาร phytoestrogen ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน estrogen จึงอาจทำให้รอบเดือนมาได้ แต่ถ้าตั้งครรภ์กินแล้วไม่แท้งค่ะ



– ยาขับเลือด ยาขับประจำเดือน ใช่ยาขับเด็กหรือเปล่า ?
ยาสตรีแผนโบราณ เช่น เพ็ญภาค บัวแก้ว เบนโล กินให้ประจำเดือนมาได้ ถ้ายาแผนปัจจุบันก็ Primolut-n แต่ไม่สามารถขับเด็กได้

-ท้อง…แต่ยังไม่พร้อม มีวิธีทำแท้งแบบไหนบ้างคะ และผลข้างเคียงเป็นอย่างไร ?
ในการทำแท้งในอายุครรภ์น้อย มีวิธีใช้ยา และใช้เครื่องมือดูดออก ซึ่งแต่ละวิธีจะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ในการใช้ยา ที่ได้ผลและยอมรับทั่วไป ก็จะมี ยากิน RU486 ยาฉีด และยาสอดช่องคลอดcytotec ส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดอาการข้างเคียง



-หาซื้อยา RU 486 กับ Misoprostol ได้ที่ไหน ค่ะ ?
Ru486 ยังไม่อนุญาตให้ขายในเมืองไทย จึงไม่สามารถหาซื้อได้แบบทั่วไป ส่วน Misoprostol หรือ cytotec ไม่อนุญาตให้มีขายตามร้านขายยาทั่วไปแล้ว มีใช้แต่เฉพาะในโรงพยาบาลและต้องมีเหตุผลในการใช้เท่านั้น 



-จะแน่ใจได้อย่างไรว่าทำแท้งแล้วออกหมดแน่นอน ?
การที่มีเลือดออกมาก ไม่ได้แปลว่าเรียบร้อยแล้ว ต้องเห็นเนื้อเยื่อสีขาวๆลักษณะเป็นถุง คล้ายๆ กระเพาะปลา เป็นขุยๆรอบๆ หรืออาจเห็นตัวอ่อน (เกิน 9 wks) ถ้าไม่เห็น หรือไม่แน่ใจ หรือหล่นลงในโถ ขณะไปเข้าห้องน้ำ ก็ต้องตรวจ ultrasound ใน 2 อาทิตย์ต่อมา เพื่อดูว่า ถุงของการตั้งครรภ์ ยังอยู่หรือไม่ หรือเห็นหัวใจเด็ก ยังเต้นอยู่หรือเปล่า ถ้ายังมี การตั้งครรภ์นั้นอาจดำเนินต่อไปได้ ทั้งๆที่มีเลือดออก ถ้าไม่มี แต่ยังมีเลือดออกมาก ก็อาจเป็นการแท้งค้างหรือไม่ครบ ซึ่งการรักษา อาจใช้ยาcytotec ซ้ำ หรืออาจต้องขูดมดลูก อาการแพ้ท้อง ขึ้นอยู่กับว่า ยังท้องอยู่หรือไม่ หรือในบางกรณี ถ้ายังมีเนื้อเยื่อบางส่วน(chorionic villi)ที่ยังสร้าง ฮอร์โมน hcg ยังออกไม่หมด ก็จะยังแพ้ท้องอยู่และถ้า ตรวจปัสสาวะพบว่ายังตั้งครรภ์ ทั้งๆที่จริงออกไปแล้ว ประจำเดือน เดือนหน้าก็อาจไม่มา หรือ มาช้า แนะนำให้คุณไปตรวจ ultrasound ดูก่อน ถ้ายังตั้งครรภ์อยู่ หรือออกไม่หมด อาจต้องขูดมดลูก หรือใช้ยาซ้ำ(อาจต้องให้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น RU486) มีการศึกษาว่าในท้อง 3 เดือนแรก ถ้าให้ Ru486 ก่อนแล้วจึงให้ Prostaglandin จะได้ผลดีกว่ามาก ผลข้างเคียงน้อยกว่า



-ยาเหน็บมีกี่ ชนิดค่ะ แต่ละชนิดต่างกันไหมค่ะ มีขายตามร้านขายยาทุกร้านไหมค่ะ ?
ก็ตัวนี้แหละ misoprostol หรือชื่อทางการค้าว่า cytotecเคยมีรายงานเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของ cytotec กับ gemepost ตามหลังการใช้ยา RU486 เพื่อยุติการตั้งครรภ์ ปรากฏว่าได้ผลไม่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้ยาเหน็บ คิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปหายาเหน็บตัวอื่นมาใช้อีก นอกจากเขาล่ะ cytotec ตามร้านขายยาใหญ่ๆมักจะมีขาย เนื่องจากยาตัวนี้ ตอนขออนุญาตขึ้นทะเบียน ได้ขอเป็นยารักษาโรค กระเพาะ มีกรรมการท่านนึงได้ให้ข้อสังเกตุว่า ฤทธิ์ของยาต่อมดลูก อาจทำให้มีการนำยามาใช้ในแง่ของสูติ มากกว่าข้อบ่งชี้ที่ บริษัทยาขึ้นทะเบียน ซึ่งก็เป็นจริง



-การใช้ยาเหน็บตัวเดียวสามารถแท้งได้หรือไม่ และมีอาการอย่างไรเมื่อใช้ หากใช้ร่วมกับยากินควรกินกับยาอะไร ?
ใช้เป็นยาเดี่ยวๆ ก็ได้ผล แต่ประสิทธิภาพ ขึ้นกับหลายอย่าง เช่น อายุครรภ์ที่ถูกต้อง, เคยมีประวัติการคลอดบุตรมาก่อนหรือไม่, ยาใช้กินหรือใช้สอดช่องคลอด, เม็ดยาแห้ง หรือถูกทำให้เปียกน้ำก่อน ,จำนวนเม็ดที่ใช้ ความถี่ของการใช้ , สภาวะของมูกในช่องคลอด และปากมดลูก เคยมีรายงานว่าได้ผลถึง 92% อาการข้างเคียงพบค่อนข้างบ่อย ปวดเกร็งท้องน้อย มีไข้+/-หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ยาที่มีรายงานว่าสามารถใช้กินร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดอาการข้างเคียง ได้แก่ mifepristone(RU486) ซึ่งเป็น antiprogesterone, tamoxifen ซึ่งเป็น antiestrogen 



-อยากทราบว่า Cytotec คืออะไรเหรอคะ 
cytotec คือยา misoprostol เป็นยา prostaglandin E 1ในเมืองไทยมีขนาดเดียว คือ 200 mcg ขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาโรคกระเพาะ มีคุณสมบัติที่ดีหลายๆอย่างในทางสูติ เป็นยาหนึ่งในไม่กี่ตัวที่ทำให้เกิดมิติใหม่ในการรักษาทางสูติ เช่น ใช้เตรียมปากมดลูกก่อนทำหัตถการในมดลูก ใช้ในการทำให้เกิดการแท้ง ใช้กระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด ใช้รักษาอาการตกเลือดจากมดลูกไม่หดตัวหลังการคลอด ได้ผลดีมากในการทำให้เกิดการแท้ง เมื่อใช้ร่วมกับยา mifepristone [ RU 486 ] รายงานใน JAMA ว่าได้ผลถึง 98%ในกรณีที่ท้องไม่เกิน 2 เดือน แต่mifepristone ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในเมืองไทยทำให้มีผู้นำ misoprostol มาใช้เดี่ยวๆ เพื่อให้เกิดการแท้ง 



-คือหนูท้อง3เดือนแล้วคะ ต้องทำแท้งยังงัยคะ 
มีรายงาน ภาควิชาสูตินารีเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่(สวนดอก) ทำการศึกษาในคนไข้ 20 คน ที่ต้องยุติตั้งครรภ์ ในอายุครรภ์14-28 สัปดาห์ โดยใช้ยา cytotec สอดเข้าช่องคลอด ครั้งละ 4 เม็ด ทุก 12 ชม
พบว่าสามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ทั้งหมด โดยมีอัตรา complete abortion rate 90% ใช้เวลาเฉลี่ย 21.56+/-13.68 ชม อีกรายงานนึงเป็นของภาควิชาสูตินารีเวช โรงพยาบาลรามาธิบดี ศึกษาคนไข้ 172 คนที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 โดยใช้ยา cytotec ครั้งละ 3 เม็ด สอดช่องคลอด ทุก 12 ชม คนไข้แท้งได้ทั้งหมด โดยใช้เวลาเฉลี่ย 24.1+/-21.6 ชม cytotec ปัจจุบันหาซื้อได้แต่ในโรงพยาบาลเท่านั้น เนื่องจากถูกจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ 



-Cytotec + Mifepristone ใช้ร่วมกันอย่างไร ?
ถ้าใช้ cytotec อย่างเดียว main dose =12 เม็ด คือ4-4-4 ถ้าไม่ได้ผลก็ว่ากันใหม่ ว่าจะตื้อใช้ยาต่ออีกนานแค่ไหน ถ้าใช้ ru486 ก็ 200mg (มีเม็ดละ 25,50,200 mgแล้วแต่ที่มา) cytotec ที่ใช้ตามก็ 4 (-2)(-2) เม็ด ถ้าเป็น การใช้ยา ru 486 หรือ mifepristone ร่วมกับmisoprostolหรือ cytotec ผลที่ได้จะดีกว่ามาก



-อยากทราบว่าปกติหลังทำแท้งจะต้องใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหนคะและผลข้างเคียงจะมีอะไรบ้างคะ?
ถ้าทำแบบถูกต้องตามหลักวิชาการ ก็ไม่น่าจะมีผลข้างเคียงอะไร การพักพื้นโดยปกติหนึ่งสัปดาห์ก็พอ แต่การมีเพศสัมพันธ์ควรเป็น 10 -14 วัน หลังทำแล้ว ควรได้คุมกำเนิดทันทีภายในวันสองวัน เพราะหลังจากนี้ 3 – 4 สัปดาห์ ไข่ก็จะตก และพร้อมจะตั้งครรภ์ได้อีก ถ้ามัวแต่รอรอบเดือนมาแล้วค่อยคุม มักจะไม่ทันการณ์



-ดูด ออกต่างจากทำแท้ง ยังไงคับ รบกวนด่วน ?
สมัยก่อนเวลาขูดมดลูก จะใช้เครื่องมือเป็นแท่งเหล็ก ส่วนปลายจะเป็นรูปวงรี สอดเข้าไปในโพรงมดลูกแล้วขูดเอาสิ่งต่างๆของการตั้งครรภ์ ทั้งเด็ก ทั้งรก และเยื่อบุมดลูกที่หนาตัวขึ้นมา ออกมาเป็นชิ้นๆ เป็นส่วนๆ การทำนั้นมองไม่เห็นข้างใน อาศัยความรู้สึกของผู้ทำ ทำให้มีผลแทรกซ้อน เช่น มดลูกทะลุ ขูดออกไม่หมด หรือขูดมากไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้ไม่มีประจำเดือนอีก หรือแท้งง่าย ต่อมามีการพัฒนาเปลี่ยนเป็นหลอดพลาสติกคล้ายหลอดกาแฟ ปลายตัน แต่ใกล้ๆส่วนปลายจะบากเป็นลิ่ม โดยลิ่มข้างนึงลาด อีกข้างตั้งตรงเพื่อใช้ขูดเยื่อบุมดลูกได้ อีกปลายนึงจะสวมกับกระบอก syring 50cc พอดึงก็จะได้สูญญากาศ ดูดเอาเนื้อเยื่อที่ขูดแล้วออกมา จึงเป็น 2แรงแข็งขัน ทำให้การทำง่ายขึ้น ผลแทรกซ้อนน้อยลงกว่าการใช้เครื่องมือแบบเดิม

-จำเป็นต้องตรวจอุลตร้าซาวด์หลังใช้ยาทำแท้งหรือไม่ ?
ตอบ ไม่จำเป็น แนะนำให้ตรวจในรายที่มีเลือดออกนานเกิน 3 สัปดาห์หรือมีอาการปวดท้องน้อยร่วมกับมีไข้ การตรวจอุลตร้าซาวด์ช่วยวินิจฉัยว่าแท้งครบหรือไม่



-หนูใช้ยาสอดทำแท้ง เด็กคลอดแล้ว(ท้อง 5 เดือน) แต่ทำไมตรวจปัสสาวะยังขึ้น 2 ขีด ?
ตอบ การตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์ ต้องทำในช่วงหลังแท้ง 3 สัปดาห์ เพราะถ้าทดสอบก่อน 3 สัปดาห์อาจให้ผลที่ผิดพลาดได้(คือแสดงผลว่าคุณยังท้องอยู่)เพราะร่างกาย
ยังคงมีฮอร์โมนการตั้งครรภ์(BHCG)อยู่



-หลังใช้ยาทำแท้ง จะสามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้อีกหรือไม่ ?
ตอบ การทำแท้งด้วยยาไม่มีผลต่อความสามารถในการมีบุตรในอนาคต ควรเริ่มคุมกำเนิดทันทีหลังการแท้ง



-การทำแท้งด้วยยาอันตรายมากไหม ?
ตอบ ถ้าทำใน 9 สัปดาห์แรกพบภาวะแทรกซ้อนร้อยละ 2 ซึ่งเทียบเท่ากับผู้หญิงที่แท้งเองตามธรรมชาติ ภาวะแทรกซ้อนจะเพิ่มขึ้นถ้าอายุครรภ์มากขึ้น ดังนั้นการใช้ยาทำแท้ง
ในอายุครรภ์มากๆควรมีผู้ดูแลใกล้ชิด



-หนูท้อง 2 เดือน ทำไมต้องใช้ยา 2 ชนิด ใช้เฉพาะยาสอดไซโตเทคไม่ได้หรือ ?
ตอบ ถ้าใช้ยากิน RU-486 ร่วมกับยาสอด cytotec จะมีโอกาสแท้งสำเร็จ 98% เทียบกับใช้ยาสอดไซโตเทคอย่างเดียวมีโอกาสแท้ง 80-85%


-ตั้งครรภ์อ่อนๆ แต่อยากกินยาทำแท้ง เพราะสอดยาไม่เป็น
ตอบ แนะนำซื้อยา RU-486 (200mg) 1 เม็ดและไซโตเทค (200mcg) 6 เม็ด เริ่มด้วยกิน RU 1 เม็ด ครบ36ชั่วโมง อมไซโตเทค 4 เม็ดใต้ลิ้น ทิ้งไว้ 30 นาทีจนกว่ายาจะละลายหมด
ระหว่างนี้ให้กลืนน้ำลายได้ หลัง 30 นาทีแล้ว ให้กลืนยาส่วนที่เหลือลงไป อีก 4 ชั่วโมงอมไซโตเทคอีก 2 เม็ดใต้ลิ้น



-คลินิกทำแท้งถูกกฎหมายมีไหมค่ะ
ตอบ ไม่มี ยังไม่มีกฎหมายทำแท้งอย่างเสรีในประเทศไทย



-อยากทราบสถานที่ทำแท้งที่ปลอดภัย
ตอบ แนะนำเข้าไปดูที่ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สุขุมวิท12 (คลินิกมีชัย) หรือ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย (คลินิกสวท)

มาตรการแก้ปัญหาการทำแท้ง

” ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกนี้ ที่ตั้งใจท้องเพื่อที่จะไปทำแท้ง ” นักวิชาการจากสถาบันพัฒนาประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดประเด็นในการสัมมนาเรื่อง ปัญหายุติการตั้งครรภ์ ซึ่งจัดโดยกรมอนามัยเมื่อวานนี้ (6 ส.ค.) พร้อมเสริมว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงที่มีปัญหา และเลือกใช้วิธีการทำแท้งเป็นจำนวนมาก โดยมาจากทุกชนชั้น ทุกระดับการศึกษา หลากอาชีพ หลายศาสนา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทั่วโลก 

โดยสถิติล่าสุดซึ่งเก็บโดยนักศึกษาระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ตัวเลขหญิงไทยที่ทำแท้งเพิ่มขึ้นจากที่เคยรับรู้กันคือ 1-2% ของหญิงที่ตั้งครรภ์ทั้งหมดเป็น 10% ในขณะที่ 83% เป็นการตั้งครรภ์แล้วคลอดตามปกติ 6% เป็นการแท้งเองโดยธรรมชาติ และ 1% เป็นตัวเลขของหญิงตายเพราะคลอด 

ทั้งนี้สถิติที่น่าตกใจคือ จากการเก็บข้อมูล 311 ตัวอย่างในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น พบว่า ผู้หญิงที่ทำแท้ง 58% เลือกใช้วิธีทำเองสูงถึง 81% ขณะที่แพทย์เป็นผู้ทำให้เพียง 7% และผู้อื่นทำให้ 12% 

สำหรับประเทศไทย ปัญหาการทำแท้งเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยถกเถียงกันในแวดวง ผู้ที่เกี่ยวข้องมานาน โดยเฉพาะทางด้านกฎหมายอาญาซึ่งควบคุมการทำแท้งกับประเด็น การเปิดทำแท้งเสรี ซึ่งมีการหยิบยกเงื่อนไขทางศีลธรรมมาเป็นเหตุผลในการคัดง้าง จนความพยายามในการขอแก้ไขกฎหมายผ่อนคลายเงื่อนไขการทำแท้งเพื่อช่วยเหลือหญิง ที่เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม มีอันถูกระงับไปมาโดยตลอด 

” การเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมาย ก็เพื่อต้องการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้หญิงที่มีปัญหา ซึ่งงานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้นพบว่า หากมีทางเลือกให้กับผู้หญิงเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ หลายๆ ทาง จะพบว่าสถิติการทำแท้งก็จะลดลง นั่นเป็นเพราะในสังคมนั้นๆ มีข้อมูลข่าวสารครบถ้วน ผู้หญิงสามารถเข้าถึงบริการคุมกำเนิดและบริการอื่นๆ ได้ง่าย “

เวลานี้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม โดยส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ การรับผิดชอบจากผู้ชายแล้ว ก็ต้องหาทางออกให้กับตัวเอง ส่วนใหญ่เดินเข้าร้านขายยา เพื่อซื้อยาขับเลือด การใช้ยาปรับประจำเดือน รวมทั้งทดลองสารพัดวิธีให้แท้ง ซึ่งการใช้ยาเป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบพึ่งตัวเองของผู้หญิง เพราะเป็นเรื่องที่เขาปรึกษาใครไม่ได้ เพราะมีมาตรฐานสังคมมันคอยบีบอยู่ จึงต้องทำให้เป็นเรื่องส่วนตัวที่สุด 

สำหรับยาไมโซโพรสทอล (Misoprostol) ซึ่งเป็นยารักษาแผลสำหรับลำไส้เล็กส่วนต้น และกระเพาะอาหาร แต่มีการนำมาใช้เหน็บช่องคลอดเพื่อทำแท้งกันเป็นจำนวนมากนั้น หลังจากที่ อ.ย.ประกาศเป็นยาควบคุมพิเศษโดยกำหนดให้จ่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น จึงได้มีผู้ไปติดต่อซื้อจากโรงพยาบาลแล้วมาปล่อยขายในตลาดมืด ในราคาสูงถึง เม็ดละ 5 พันถึง 1 หมื่นบาท ทว่าก็ยังมีคน ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อไปใช้ ดังนั้นวิธีการของ อ.ย.นี้จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง 

วิธีการของ อ.ย.ดังกล่าว ทำให้แทนที่จะสามารถควบคุมการใช้ยานั้นได้ ก็กลับคุมไม่ได้ ทำให้อาจเกิดปัญหาที่ตามมาจากการใช้ยาอย่างผิดวัตถุประสงค์ได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ เป็นตัวอย่างของวิธีการแก้ปัญหาการทำแท้งที่ผ่านมาซึ่งไม่ถูกจุด ซึ่งตนคิดว่าการทำแท้ง ไม่ใช่ปัญหาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาศีลธรรม สังคม และเศรษฐกิจด้วย 

การทำแท้งเป็นบั้นปลายของปัญหา การแก้ไขควรทำที่ต้นตอ คือ การมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ได้ป้องกัน ดังนั้นมาตรการที่จำเป็นที่สุด คือ การให้คำปรึกษาและให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา ตั้งแต่ระดับม.ต้น และ ม.ปลาย ซึ่งไม่ใช่การสอนให้เด็กรู้วิธีการร่วมเพศ แต่เป็นการสอน ให้เขารู้วิธีป้องกันปัญหาที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด หรือแม้แต่การใช้ยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งต้องทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เช่น ยา RU486 ซึ่ง อ.ย.ไม่อนุญาตให้นำเข้า แต่ในจีนใช้ได้ผลดีมาก ในจุดเหล่านี้ก็อยากให้รัฐพิจารณาด้วย รศ.น.พ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแพทย์แล้วการทำแท้งไม่มีปัญหา เพราะเทคโนโลยี ไปไกลมากแล้ว แต่ปัญหาการทำแท้งอยู่ที่ตัวกฎหมายเปิดช่องหรือไม่ และผิดหลักศีลธรรมไหม ซึ่งในจุดนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ชุมชนและสังคมต้องร่วมกันหาทางแก้ไข โดยน่าจะมี การทำประชาพิจารณ์ว่าควรแก้ไขกฎหมายหรือไม่ หรือจะมีหนทางแก้ปัญหานี้อย่างไร 

ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ กล่าวว่า หากมองในแง่ของสังคม ว่าถ้าปล่อยให้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมต้องปล่อยให้ลูกเกิดมา หรือต้องหาวิธีทำแท้งด้วยตนเองแล้ว ก็จะเห็นว่าการทำแท้งมีความจำเป็นสำหรับผู้หญิงในยุคนี้ แต่ก็ต้องมีการควบคุมความปลอดภัย ทว่าไม่ใช่การปราบปรามเหมือนเป็นอาชญากรรม อย่างที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ การทำแท้งต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่ตำรวจ หรือผู้สื่อข่าวที่จะมาคอยจ้องจับเอาผิดกับผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกกระทำทางเพศ ทั้งแบบที่เต็มใจหรือไม่ก็ตาม 

เวลานี้คลินิกทำแท้งที่ถูกจับ ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ที่มีมาตรฐาน สามารถให้บริการ ได้อย่างปลอดภัย แต่สถานที่เถื่อนๆ อย่างหมอเถื่อนที่แอบซ่อนตามซอกมุมกลับไม่ถูกจับ ทั้งๆ ที่ทั้งอันตรายทั้งเสี่ยง ผอ.ศูนย์พิทักศ์สิทธิหญิงบริการ กล่าว 

ขณะที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาของการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่น เกิดจากปัจจัยหลักๆ 3 ด้านด้วยกัน คือ การศึกษา ซึ่งในเวลานี้โรงเรียนยังสอนเพศศึกษาให้แก่เด็กน้อยมาก และไม่ถูกแนวทาง รวมทั้งครูเองก็ไม่กล้าหรือไม่มีความรู้ ปัจจัยที่สอง คือครอบครัว ซึ่งไม่สอนเรื่องเพศศึกษา ให้กับลูกอย่างเปิดเผย ทำให้เด็กต้องไปแสวงหาความรู้จากภายนอก และสุดท้ายคือ สำนึกและอารมณ์ของตัววัยรุ่นแต่ละคนเอง 

สำหรับภาครัฐต้องไปดูเรื่องกฎหมายต่างๆ เพื่อให้กฎหมายนั้นนำมาซึ่ง สิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุกแประชาชน ถ้ากฎหมายใดเป็นกฎหมายเก่า ไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เราก็ต้องมาร่วมกันรื้อใหม่ การแก้ปัญหาสังคม ต้องไม่ยึดติดกับตัวบทกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้

ด้านผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เสนอว่า รัฐควรจัดที่พักพิงให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และไม่มีสามีรับผิดชอบ และดูแลจนกระทั่งคลอดเสร็จ นอกจากนี้ยังต้องให้ความรู้และข้อมูลเรื่องเพศศึกษาแก่ประชาชน รวมทั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้หญิงเหล่านี้ด้วย และที่สำคัญต้องให้สังคมมีความเข้าใจ เรื่องการท้องโดยไม่พร้อมของผู้หญิง 

จารีตประเพณีที่ตีกรอบไว้ ทำให้ผู้หญิงขาดอำนาจในการต่อรอง มีช่องโหว่ ในการเข้าถึงสิทธิในเนื้อตัว ชีวิต และสิทธิของพวกเขาเอง โดยใช้คำว่า ชิงสุกก่อนห่าม มาตีตรา หรือแม้แต่การที่ผู้ท้องเพราะถูกข่มขืนก็ตาม มองได้ด้านเดียวคือผู้หญิง ต้องรับภาระตรงนี้ และเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างง่ายดายของผู้ชาย โดยไม่มีใครกล่าวหาอะไรเลย นี่คือความเป็นจริง 

การตั้งครรภ์ก่อให้เกิดความเครียดสูงในผู้หญิง ยิ่งถ้าเป็นการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมแล้ว ยิ่งเพิ่มความกดดันทางจิตใจสูงมาก ซึ่งแม้แต่เมื่อยุติการตั้งครรภ์แล้วก็ยังพบความผิดปกติ ทางด้านจิตใจอยู่ โดยเรียกว่า บ้าหลังคลอด มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน ส่วนหญิงที่ทำแท้ง พบว่าหลังการทำแท้งทุกคนมีความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ และส่วนใหญ่จดจำ อีกทั้งพยายามไม่ทำให้เกิดปัญหาซ้ำอีก 

ดังนั้นสังคมควรออกมาโอบอุ้มหญิงเคราะห์ร้ายเหล่านี้ มากกว่าที่จะซ้ำเติมด้วยกฎหมาย และหลักศีลธรรมจรรยา โดยต้องการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมีทางเลือก ในการจัดการตัวเองมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้กฎหมาย ที่มีอยู่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อให้มีมุมมองเปิดกว้างมากกว่าที่เป็นอยู่ 

สำหรับผลการสำรวจสถานการณ์การทำแท้งในประเทศไทยล่าสุด เมื่อปี พ.ศ.2542 โดยกองวางแผนครอบครัวและประชากร กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า จากจำนวนหญิงที่เข้ามารักษาภาวะแทรกซ้อนจากการแท้งเองและทำแท้งในโรงพยาบาลของรัฐ 787 แห่งทั่วประเทศ ได้จำนวนตัวอย่างทั้งหมด 45,990 ราย ในจำนวนนี้พบว่าร้อยละ 28.5 เป็นการทำแท้ง และพบอัตราการแท้งเท่ากับ 20 ต่อเด็กเกิดมีชีพ 1 พันราย 

ในกลุ่มที่ทำแท้งร้อยละ 46.8 มีอายุต่ำ 20-24 ปี ร้อยละ 30 มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ขณะที่อายุครรภ์เฉลี่ขณะทำแท้งเท่ากับ 13 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีอันตราย ส่วนอายุครรภ์มากสุดคือ 30 สัปดาห์ 

สำหรับสาเหตุของการทำแท้ง พบว่า ร้อยละ 60.2 เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและสังคม และร้อยละ 39.8 ทำแท้งเนื่องจากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่ามีความผิดปกติของเด็กในท้อง มารดามีปัญหาสุขภาพ ติดเชื้อ HIV ถูกข่มขืน และติดเชื้อหัดเยอรมัน 

ส่วนปัญหาที่ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลหลังการทำแท้ง พบว่า 39.8% มีภาวะแทรกซ้อน รุนแรงส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อในกระแสเลือด อุ้งเชิงกรานอักเสบ ตกเลือดมาก และมดลูกทะลุ โดยในกลุ่มนี้ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่ากับ 21,024 บาทต่อราย ในการทำแท้ง 1 ครั้ง และพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการทำแท้ง 14 รายคิดเป็นร้อยละ 0.11 ของกลุ่มตัวอย่างที่ทำแท้ง 

นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มผู้ที่ทำแท้งนอกโรงพยาบาลร้อยละ 24.7 เป็นนักเรียนนักศึกษา โดยวิธีการทำแท้งที่นิยมได้แก่ การสอดใส่สิ่งของหรือสารเหลวต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์ของแข็งเข้าทางช่องคลอด เหน็บยาทางช่องคลอด รับประทานยาเม็ด และบีบนวดหน้าท้อง ในอัตราร้อยละ 46.9, 13.6, 11.6 และ 11.0 ตามลำดับ โดยเสียค่าทำแท้งเฉลี่ย 2,684 บาทต่อครั้ง ขณะที่การทำแท้งในโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูล ส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือขูดมดลูก เหน็บยาทางช่องคลอด ฉีดยาหรือน้ำเกลือทางเส้นเลือด

การตั้งครรภ์และการแพ้ท้อง

การตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์ คือ ช่วงระยะเวลาเริ่มหลังจากการปฏิสนธิ โดยที่ตัวอสุจิ (sperm) ผสม (conceive) กับ ไข่ (egg)ในสภาวะและเวลาที่เหมาะสม จนถึงการคลอด โดยในมนุษย์ใช้เวลาในการตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์ หรือ 9 เดือน

สภาวะที่เหมาะสมในการเริ่มตั้งครรภ์

1.ไข่ต้องสมบูรณ์

โดยทั่วไปผู้หญิงจะมีไข่เดือนละ 1 ใบ อยู่ในรังไข่ข้างใดก็ได้ ประมาณกึ่งกลางรอบเดือนซึ่งมักจะตรงกับวันที่ 14 หล้งจากวันที่มีประจำเดือนวันแรก ไข่จะเคลื่อนที่เพื่อเตรียมผสม

2.อสุจิต้องแข็งแรงและมีปริมาณมากพอ

ทั้งนี้เพราะกว่าจะไปถึงไข่ อสุจิต้องผ่านสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอด ผ่านโพรงมดลูก ในระหว่างนี้อสุจิบางส่วนอาจวิ่งไปคนละทางกับเป้าหมาย ทำให้เหลืออสุจิรอดไปถึงไข่ได้ไม่มาก สุดท้ายอสุจิที่หาไข่เจอจะต้องมีความสามารถในการเจาะไข่เพื่อผสมได้ด้วย จึงจะเกิดการตั้งครรภ์ โดยปกติไข่1ใบจะผสมกับอสุจิได้เพียง1ตัวเท่านั้น

อาการของการตั้งครรภ์

เมื่อมารดามีการตั้งครรภ์จะมีเริ่มมีอาการที่สังเกตได้ดังต่อไปนี้เช่น การขาดประจำเดือน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน, การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของมารดา ถ้ามีความวิตกกังวลก็อาจทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนได้

จะได้รู้ได้อย่างไรว่ากำลังตั้งครรภ์

หากกำลังสงสัยหรือมีประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ หรือมีอาการที่น่าสงสัยดังที่กล่าวมาด้านบน คุณสามารถตรวจทดสอบการตั้งครรภ์ได้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันมีอุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์ขายอยู่ ท่านสามารถซื้อหามาตรวจได้ด้วยตัวเอง


ที่ตรวจครรภ์จะมีทั้งหมด 3 แบบ แบ่งตามลักษณะของการนำชุดตรวจครรภ์ไปใช้ดังนี

1. ที่ตรวจครรภ์แบบจุ่ม (Cassette)

แบบนี้ต้องวิธีการใช้งานคือ ต้องนำปัสสาวะใส่ภาชนะแล้วนำชุดตรวจที่มีลักษณะเป็นแถบกระดาษจุ่มลงไป

2. ที่ตรวจครรภ์แบบหยด (Midstream)

แบบที่สองนี้จะมีวิธีการใช้ โดยการ นำปัสสาวะใส่ภาชนะเช่นกัน แต่จะมีหลอดดูดปัสสาวะ เพื่อนำมาหยดใส่ที่ตรวจครรภ์อีกครั้งหนึ่ง

3. ที่ตรวจครรภ์แบบผ่าน (Strip)

แบบสุดท้ายนี้เป็นแบบที่เรานำที่ตรวจครรภ์ไปจ่อให้ตรงกับปัสสาวะที่เราบ่อยออกมาได้เลย

คำแนะนำสำหรับคุณแม่คนใหม่

เมื่อคุณสุภาพสตรีทราบแน่ชัดว่ามีการตั้งครรภ์ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที่ เพื่อให้แพทย์ดูแลทั้งคุณแม่และคุณลูกให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ตลอดระยะเวลา การตั้งครรภ์รวมทั้งจะได้เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหรือความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้คุณแม่สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง

การปฏิบัติตนในระหว่างตั้งครรภ์

อาหาร เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะอาหารและทุกสิ่งที่คุณแม่รับประทานจะมีผลต่อทารกในครรภ์ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ อาหารที่ควรรับประทานได้แก่ อาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ ผักใบเขียว ผลไม้ รวมทั้งยา วิตามินที่ได้รับจากการฝากครรภ์

อาหารที่ไม่ควรรับประทาน

ได้แก่ อาหารเผ็ดจัด เค็มจัด อาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ ของหมักดอง ผงชูรส ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่

การขับถ่าย

หญิงตั้งครรภ์มักจะมีปัญหาท้องผูก ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้โดยการรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ถ้าท้องผูกมาก ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์

การพักผ่อน

ควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง และควรหาเวลาพักผ่อนบ้างในตอนกลางวัน ไม่ควรยกของหนักและยืนนาน ๆ

การออกกำลังกาย

จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี หญิงตั้งครรภ์สามารถทำงานบ้านได้ตามปกติ การเดินเล่นในที่อากาศปลอดโปร่ง บริหารกายด้วยท่าง่าย ๆ เป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ควรหักโหมจนเหนื่อยหรืออ่อนเพลียเกินไป

การดูแลสุขภาพฟัน

หญิงตั้งครรภ์มักมีปัญหาเหงือกอักเสบและฟันผุง่าย จึงควรแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ และพบทันตแพทย์อยู่เสมอเพื่อตรวจเช็คสุขภาพในช่องปาก

เสื้อผ้า

ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวม ๆ เลือกใช้ยกทรงที่มีขนาดเหมาะสมใส่สบาย พยุงทรงได้ดี รองเท้าควรเป็นรองเท้าส้นเตี้ย

การมีเพศสัมพันธ์

ควรงดในระยะใกล้คลอดหรือเมื่อมีอาการเลือดออก ในรายที่มีปัญหาอื่นควรปรึกษาแพทย์

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์ทันที

1.คลื่นไส้อาเจียนมากผิดปกติ
2.มีเลือดออกทางช่องคลอด
3.ตกขาวมาก คันช่องคลอด
4.ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว
5.น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว
6.บวมตามหน้า แขน ขา
7.มีไข้สูง ปัสสาวะแสบขัด
8.ลูกดิ้นน้อยลง (อย่ารอจนลูกไม่ดิ้น)
9.มีน้ำใส ๆ คล้าย ๆ ปัสสาวะออกทางช่องคลอด
10.ปวดท้องหรือท้องแข็งแกร็งบ่อยมาก
11.สิ่งที่ควรนำมาโรงพยาบาลเมื่อมาคลอด
12.ของใช้ส่วนตัวสำหรับคุณแม่
13.ของใช้สำหรับเด็กอ่อน
14.หลักฐานในการทำสูติบัตร ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชนของคู่สมรส สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้าจดทะเบียน) ชื่อบุตร (จะเป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นก็ได้)

อาการแสดงว่าใกล้คอลด ควรรีบมาโรงพยาบาล

1.มีมูกเลือดออกมาทางช่องคลอด
2.มีน้ำเดิน
3.มีอาการเจ็บท้องถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

การคลอด

ปรกติเมื่อมีอายุครรภ์ได้ 9 เดือนเต็ม หรือประมาณ 281 วันจะครบกำหนดคลอด แต่ก็จะมีคุณแม่ประมาณ 4% ที่จะคลอดก่อนกำหนดหรือคลอดหลังกำหนด ซึ่งอาจจะช้าหรือเร็วกว่ากำหนดประมาณ 10 วัน

การคลอดก่อนกำหนด หมายถึง การที่คุณแม่คลอดทารกออกมาตอนมีอายุครรภ์ไม่ถึง 40 สัปดาห์ซึ่งเด็กที่เกิดมาส่วนมากจะมีน้ำหนักน้อยกว่า 2500 กรัม

การคลอดเกินกำหนด หมายถึง การที่คุณแม่คลอดทารกออกมาช้ากว่ากำหนด เมื่อครรภ์มีอายุครบกำหนดคลอดมากกว่า 10 วัน

อาการผิดปกติของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ที่ควรมาพบแพทย์ทันที


1.มีเลือดออกจากช่องคลอด

เมื่อตั้งครรภ์ประมาณเดือนเศษ คุณแม่บางคนอาจจะมีเลือดออกมาทางช่องคลอดเพียงเล็กน้อย เพียงแค่วันสองวันก็จะเงียบหายไป เป็นเรื่องที่ปกติที่เรียกว่า “เลือดล้างหน้า? แต่ถ้าสามวันแล้วเลือดไม่ยอมหยุด แม้จะออกเพียงแค่กระปิดประปอยก็ตาม คุณแม่ก็ต้อง ไปพบแพทย์แล้ว เพื่อตรวจหาสาเหตุว่า เลือดนั้นออกมาจากตรงส่วนไหน หรือจากอะไรกันแน่ เป็นการตั้งครรภ์ไข่ฝ่อ คือไม่มีตัวเด็กหรือเปล่า หรือว่าเป็นอย่างอื่น เพราะการที่เลือดออกหลายๆ ครั้งในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแน่นอน

2.อาการปวดท้อง หรือเป็นตะคริว ซึ่งเพิ่มความปวดขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการปวดมากกว่า 24 ชั่วโมง

3.มีน้ำเดิน (สิ่งขับถ่ายทางช่องคลอด)

บางครั้งที่น้ำเดินเกิดขึ้นห่างจากวันครบกำหนดคลอดมาก ลูกในครรภ์ก็ยังเล็กอยู่ เมื่อประสบเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ว่าลูกจะครบกำหนดหรือไม่ ควรรีบไปหาหมอทันที หมอจะทำการตรวจภายในเพื่อดูว่าเยื่อหุ้มลูกแตกหรือไม่ หรือถ้ายังไม่ครบกำหนดคลอด แต่ถ้ามีอาการบ่งบอกมีการติดเชื้อขึ้นมาหมอก็ต้องยุติการตั้งครรภ์ ถึงแม้ยังไม่ครบกำหนดคลอด เพราะเด็กในครรภ์อาจจะติดเชื้อและเกิดอันตรายได้

4.มีไข้สูง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และรักษาต่อไป

5.ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ทานยาแล้วไม่หาย หรือสายตาพร่ามัว

6.อาเจียน

อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะจะพบได้ 1 ใน 3 ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด มักจะเกิดระหว่างอายุครรภ์ 6-12 สัปดาห์ และจะหายไปเองภายหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ แต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นก็ได้ ถ้าอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นมาก และเป็นตลอดทั้งวัน จนกระทั่งร่างกายได้รับอาหารและน้ำไม่เพียงพอ ทำให้มีผลร้ายอื่นๆ ตามมาจนอาจเป็นอันตรายได้ ถ้าได้รับการช่วยเหลือและดูแลไม่ทัน

7.ทารกในครรภ์หยุดดิ้นหรือดิ้นน้อยลง

ถ้ามารดารู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงหรือลดลง เป็นสัญญาณอันตรายที่มารดาต้องรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไปว่าทารกในครรภ์มีสุขภาพเป็นอย่างไรและต้องให้การรักษาหรือไม่ ซึ่งการที่ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงมักเกิดร่วมกับภาวะขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ และก่อนที่ทารกในครรภ์จะเสียชีวิต 12-48 ชั่วโมงจะพบว่ามารดาจะให้ประวัติว่าทารกดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้น ดังนั้นการบันทึกหรือนับการดิ้นของทารกในครรภ์จะช่วยในการค้นหาหรือแก้ไขภาวะ ที่อาจทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได้

สุขภาพสตรีและการทำแท้งไม่ปลอดภัย

 เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการประชุมนานาชาติ หัวข้อ “สุขภาพสตรีและการทำแท้งไม่ปลอดภัย” จัดโดยมูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี (แห่งประเทศไทย) ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจวบเหมาะกับมีการทลายคลินิกทำแท้งเถื่อนย่านพหลโยธิน จึงขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการทำแท้ง ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน

ผอ.สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากข้อมูลของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2548-2554 พบว่า ผู้เสียชีวิตจากการทำแท้งเฉลี่ยปีละ 20 ราย คาดว่ายังมีตัวเลขที่ตกสำรวจอีกมาก อย่างไรก็ตามจากรายงานการเฝ้าระวังของสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ ปี 2554 พบภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งน้อยลงเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าการเข้าถึงยาทำแท้งมากขึ้น แม้ว่ายาดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาต แต่อาจมีการซื้อผ่านอินเทอร์เน็ต 

วิธียุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือ 1. รณรงค์ให้ยกเลิกการขูดมดลูกด้วยเหล็กขูด เพราะอาจเสี่ยงต่อการตกเลือด มดลูกทะลุ ติดเชื้อ เสียชีวิตแล้วให้หันมาใช้กระบอกดูดสุญญากาศแทน ความจริงกระบอกดูดสุญญากาศไม่ใช่ของใหม่ เป็นของเก่า เพียงแต่บ้านเราถูกผูกติดกับการทำแท้ง แค่จับก็รู้สึกไม่สะดวกใจที่จะใช้ อีกทั้งหมอที่จบมาแล้วบางคนไม่ได้รับการอบรมเพิ่มเติมก็ไม่สนใจและใช้วิธีเดิมต่อไป ดังนั้นค่อนข้างยากที่จะเปลี่ยน ประเด็นคือแทนที่จะมาตาม อบรมหมอที่จบไปแล้ว ก็บรรจุอยู่ในหลักสูตรให้นักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ได้รับการเรียนการสอนเรื่องกระบอกดูดสุญญากาศแทนที่จะไปใช้เหล็กขูด โดยมีการพูดเชิงเปรียบเทียบทำนองว่าในหลายประเทศ ได้นำเหล็กขูดไปขึ้นทะเบียนในพิพิธภัณฑ์แล้วเพราะเป็นของโบราณ ไม่ใช่ของที่ควรจะเอามาใช้ 2.กรณีอายุครรภ์น้อยกว่า 9 สัปดาห์ แนะนำให้ใช้ยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ หากไม่มีปัญหาคลื่นไส้อาเจียนสามารถรับประทานได้ แต่ถ้ามีปัญหาอาจนำยาเหน็บไปเหน็บแทน

ต้องบอกว่า เราไม่ได้ส่งเสริมการทำแท้ง เพียงแต่ต้องการให้มีทางเลือกสำหรับคนที่ถูกข่มขืนแล้วท้อง หรือเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีท้อง น่าจะได้รับยาไปกินหรือไปเหน็บ แทนการขึ้นขาหยั่ง ขูดมดลูก ซึ่งมีความเสี่ยงกว่า เป็นอีกทางเลือกในการรักษา เพราะหลายประเทศทั่วโลกมีการขึ้นทะเบียนยาไปแล้ว เช่น จีน เวียดนาม เนปาล อินเดีย ประเทศที่เจริญแล้วก็มีการขึ้นทะเบียนเพื่อลดปัญหาการติดเชื้อ ตกเลือด เสียชีวิต เพราะการทำหัตถการแม้ได้รับการอบรมแล้วก็มีโอกาสเสี่ยงได้ แต่การใช้ยามีความปลอดภัยกว่า

ประธานมูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี(แห่งประเทศไทย) กล่าวว่า การยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัยยังเป็นปัญหาทั่วโลกไม่เฉพาะประเทศไทย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สำหรับสังคมไทยยังมองว่าการทำแท้งเป็นเรื่องสกปรก ไม่อยากไปยุ่งเกี่ยว ผู้หญิงไทยจึงเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการทำแท้งไม่ปลอดภัยทุกวัน ก่อนจะแก้ไขปัญหานี้ต้องมองเห็นปัญหาก่อนแล้วหาวิธีแก้ไข วิธีการคือ ผู้ให้บริการต้องมีความสงสารหรือมองคนไข้เป็นคนมีทุกข์ ไม่ใช่ไปปรักปรำว่าเป็นคนไม่ดี และต้องดูแลเหมือนเป็นญาติหรือคนในครอบครัว

การที่ผู้หญิงตัดสินใจไปทำแท้ง แต่ละคนมีบริบทไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวที่คนอื่นไม่ควรไปตัดสิน สิ่งที่ดีที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้ท้อง แต่เมื่อท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ เกิดอุบัติเหตุ คนที่ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ควรไปหาหมอ แต่บางทีไปหาหมอแล้วหมอไม่ได้ช่วยอะไร ก็ต้องหาวิธีการยุติการตั้งครรภ์เอง ซึ่งข้อมูลในการเข้าถึงบริการมีความสำคัญ แต่หลายคนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ดังนั้นปัญหาการไปทำแท้งเถื่อนจึงเกิดจากการไม่มีข้อมูล ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล หรือไม่มีโอกาสในการเข้าถึงบริการที่ปลอดภัย

ตอนนี้มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในการทำแท้ง เช่น การใช้กระบอกดูดสุญญากาศมีการใช้มานานแล้ว แต่ไม่แพร่หลายในประเทศไทย ส่วนยาคนรู้จักเยอะ คนที่ใช้อินเทอร์เน็ตจะเข้าถึงยาเหล่านี้ บางทีสั่งมาจากต่างประเทศราคาแพง ไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมหรือไม่ แต่เขาไม่มีทางเลือก ถ้ายาทำแท้งได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทย มีการควบคุมการให้บริการ การทำแท้งก็คงมีความปลอดภัย แทนที่จะไปหาหมอเถื่อน เอาไม้เสียบลูกชิ้น ไม้แขวนเสื้อ หญ้าคา แทงเข้าไปในโพรงมดลูก หรือเอาน้ำยาล้างห้องน้ำใส่เข้าไปในโพรงมดลูก

รองประธานมูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี (แห่งประเทศไทย) กล่าวว่า การยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยมี 2 วิธี คือ การใช้ยาสอดทำแท้งไซโตเทค(cytotec) และกระบอกดูดสุญญากาศ โดยการกินยาทันทีที่ประจำเดือนขาด หรืออายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ ได้ผล 95-97% แท้งครบ ไม่มีตกเลือด แต่มีปัญหาการเข้าถึงยา ถ้าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุมัติให้ขายได้ คนไข้ก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้ยาในอายุครรภ์มากกว่า 9 สัปดาห์ เพราะโอกาสแท้งจะลดลง

ส่วนกระบอกดูดสุญญากาศมือถือต้องทำโดยแพทย์ และทำในโรงพยาบาล เหมาะกับอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ต้องอาศัยการฝึก 2-3 ครั้งก็สามารถทำได้แล้ว ดีกว่าเหล็กขูดแบบเดิม บางคนฝึกเป็น 10 ครั้งก็ทำไม่ได้

อายุครรภ์ช่วงไหนที่ไม่ควรทำแท้ง ? รองประธานมูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี(แห่งประเทศไทย) กล่าวว่า ช่วง 12-16 สัปดาห์จะไม่แตะต้องเลย ไม่ต้องไปยุ่ง ทำอะไรก็ยาก เพราะท้องใหญ่ ไม่สามารถเก็บส่วนต่าง ๆ ของทารกที่อยู่ในโพรงมดลูกได้เร็วพอ เพราะเวลาแท้งจะมีการตกเลือด มดลูกใหญ่ ดูดไม่ทัน คนไข้ตกเลือด ยิ่งถ้าไม่ชำนาญคนไข้อาจตกเลือดเสียชีวิต ดังนั้นต้องรอให้อายุครรภ์มากขึ้น ใกล้ ๆ 20 สัปดาห์แล้วค่อยใช้ยายุติการตั้งครรภ์ Cytotec ชนิดเหน็บช่องคลอด แต่ควรจะมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

วิธีการทำแท้ง

วิธีทำแท้งมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน การเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งก็โดยอาศัยอายุครรภ์หรือขนาดของมดลูกเป็นหลัก ถ้าเป็นวิธีทำแท้งเพื่อการรักษาที่กระทำโดยแพทย์ก็พอจะแบ่งได้ 6 วิธีใหญ่ๆ คือ


1. การปรับประจำเดือน เป็นวิธีที่ใช้ในครรภ์ไม่เกิน 6 สัปดาห์ หรือ คิดง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ ทำเมื่อประจำเดือนเกินกำหนดไป 2 สัปดาห์ วิธีนี้ใช้กันมากในกลุ่มของนักวางแผนครอบครัว วิธีนี้กระทำโดยสอดท่อพลาสติกเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-8 มิลลิเมตร เข้าไปในโพรงมดลูกโดยผ่านทางช่องคลอดและปากมดลูกตามลำดับ ต่อปลายท่อพลาสติกด้านนอกเข้ากับกระบอกฉีดยาชนิดใหญ่พิเศษเมื่อปล่อยล็อค แรงดูดจะดูดเอารกและเด็กออกหมดเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที


2. การขูดมดลูก เป็นวิธีเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ แต่ก็ยังใช้แพร่หลายและได้ผลดี แต่ควรเลือกทำในรายที่มดลูกมีขนาดโตไม่เกินอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือถ่างขยายปากมดลูกก่อนการขูด ดังนั้นผู้ป่วยจะเจ็บปวดมากถ้าไม่ฉีดยาชา หรือได้รับยาสลบก่อนการขูด


3. การใช้เครื่องดูดสุญญากาศ ใช้ทำแท้งในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ เป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะที่โรงพยาบาลรัฐบาลหลายแห่งยังไม่มีเครื่องมือทำแท้งชนิดนี้ เครื่องมือนี้กลับไปแพร่หลายอยู่ตามคลินิกทำแท้งเถื่อนเกือบทุกแห่ง ทั้งนี้เพราะความง่าย สะดวกรวดเร็ว และปราศจากความเจ็บปวดนั่นเอง เครื่องดูดสุญญากาศนี้มีลักษณะคล้ายกับเครื่องมือปรับประจำเดือน ใช้ท่อพลาสติกสอดผ่านช่องคลอดเข้าโพรงมดลูกเหมือนกัน แต่ท่อพลาสติกด้านนอกนั้นยาวกว่า เมื่อต่อกับเครื่องดูดสุญญากาศไฟฟ้าแล้วก็จะดูดสิ่งต่างๆ ในโพรงมดลูกออกหมด


4. การฉีดน้ำเกลือเข้มข้นเข้าถุงน้ำหล่อเด็ก เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับรายที่มดลูกโต จนคลำได้ชัดเจนทางหน้าท้องแล้ว คือเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 16 สัปดาห์ขึ้นไป ใช้น้ำเกลือเข้มข้น 20 เปอร์เซ็นต์ที่ผลิตใหม่ๆ จำนวนประมาณ 150-200 มิลลิลิตร ฉีดเข้าไปในถุงน้ำหล่อเด็ก โดยใช้เข็มขนาดใหญ่เจาะผ่านผนังหน้าท้องมารดา เด็กก็จะแท้งออกเองภายหลังให้น้ำเกลือ 6-48 ชั่วโมง


5. การผ่าเอาเด็กออกทางหน้าท้อง ปัจจุบันไม่นิยมทำกันเพราะมีวิธีอื่นที่สะดวกและปลอดภัยกว่าแต่ก็ยังคงมีทำในบางราย เช่น ผู้ป่วยปัญญาอ่อน ที่ต้องการตัดมดลูกออกด้วย เพื่อตัดปัญหายุ่งยากขณะมีประจำเดือน หรือในผู้ป่วยบางรายที่ต้องการผ่าตัดทำหมันด้วย


6. การใช้ยาพวกพรอสตาแกลนดินส์ (prostaglandins) ยาประเภทนี้มีฤทธิ์ทำให้มดลูกบีบรัดตัวและเกิดการแท้ง ตัวยามีหลายชนิด คือ ชนิดเหน็บช่องคลอดได้แก่ ไซโตเทค (Cytotec) ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพทำให้เกิดการแท้งได้แน่นอน แต่อาการแทรกซ้อนของยานี้มีมาก เช่น อาการอาเจียนและท้องเดิน รวมทั้งอาการเจ็บปวดมดลูก ขณะนี้กำลังคันคว้าวิจัยเพื่อสกัดตัวยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะตัวมดลูกเท่านั้นคาดว่าอีกไม่นานวิธีนี้จะเป็นที่นิยมแพร่หลายเพราะไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย

สำหรับวิธีทำแท้งตามวิธีของหมอเถื่อนมีหลายวิธี ตามความนิยมมากน้อยดังนี้


1. การสวนน้ำยาเข้าโพรงมดลูก โดยผ่านท่อยางเล็กๆ เข้าทางปากมดลูก แล้วฉีดสารเหลวบางชนิดสารเคมี น้ำสบู่ ด่างทับทิม แอลกอฮอล์ น้ำมันเบนซินสารเหลวเหล่านี้เป็นของแปลกปลอมที่ค่อนข้างสกปรกมีผลให้เด็กตายพร้อมๆ กับมีการอักเสบติดเชื้อ มดลูกจึงบีบรัดตัวเกิดการตกเลือด และมีการแท้งติดตามมา ขบวนการแท้งโดยวิธีนี้ค่อยเป็นค่อยไป เลือดออกไม่มาก แต่กลไกที่ทำให้เกิดการแท้ง อาจเป็นเพราะความสกปรกหรือสารเคมี ทำให้เด็กตาย และทำให้แท้งโดยทั่วไปเด็กจะตาย จากการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งเชื้อโรคนี้ค่อนข้างรุนแรง ถ้ารักษาไม่ทัน ตัวผู้ถูกทำแท้งเองมักจะตายก่อนที่จะมีการแท้งด้วยซ้ำไป


2. การทำให้ถุงน้ำหล่อเด็กแตก กระทำโดยสอดท่อโลหะขนาดเล็กๆ อาจจะเป็นท่อสวนปัสสาวะหรือเครื่องมือที่ใช้วัดความลึกของโพรงมดลูก สอดเข้าทางปากมดลูก ผ่านทะลุถุงน้ำหล่อเด็กจนถุงน้ำหล่อเด็กแตก เมื่อขาดน้ำหล่อเลี้ยง เด็กก็จะตาย เกิดปฏิกิริยาของการแท้ง ซึ่งก็มีโอกาสจะเกิดการอักเสบติดเชื้อเช่นเดียวกับวิธีแรก เพราะขบวนการแท้งของวิธีนี้ค่อนข้างช้า


3. การสอดใส่วัสดุแปลกปลอมไว้ในโพรงมดลูก ที่พบบ่อย ได้แก่ สอดสายยางสำหรับสวนปัสสาวะเข้าไปขดงออยู่ในโพรงมดลูก บางแห่งอัตคัตสายยางถึงกับใช้กิ่งไม้ขนาดเล็ก หรือหญ้าปล้องแทน ระยะเวลาที่มดลูกหดรัดตัวเพื่อขับไล่วัสดุแปลกปลอมออกจากโพรงมดลูกนั้นใช้เวลานาน จึงทำให้เกิดการแท้งค้างแต่อันตรายที่สำคัญก็คือ การอักเสบติดเชื้อเช่นเดียวกัน


4. การกระตุ้นเชิงกลอย่างรุนแรงที่มดลูก การบีบนวดเป็นวิธีทำแท้งที่แพร่หลายในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ เริ่มด้วยการให้ผู้ป่วยนอนหงายชันเข่า หนุนก้นให้สูง ใช้มือยกมดลูกให้ลอยขึ้นและบีบให้ “ก้อนเลือด” แตก บางรายใช้ส้นเท้ายันบริเวณปากช่องคลอดด้วย โดยอ้างว่าจะช่วยให้มดลูกลอยตัวขึ้น วิธีนี้เลือดอาจจะออกภายในวันแรก หรือบางรายก็อาจต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้ง


5. การใช้ยาบีบมดลูก โดยฉีดหรือรับประทานยาพวกเออร์กอต (ergot) ขนาดมากและติดต่อกันหลายวัน วิธีนี้มีอัตราล้มเหลวมากกว่าวิธีอื่น ที่จังหวัดทางภาคใต้ บางแห่งมีวิธีเสกหมากให้หญิงตั้งครรภ์เคี้ยวและกลืนลงไปเลย เล่ากันว่าจะแท้งภายใน 1-7 วัน เป็นส่วนใหญ

WHO แนะนำใช้ยายุติการตั้งครรภ์

สาธารณสุขเสนอทุกสถานพยาบาลยกเลิกการขูดมดลูก เปลี่ยนเป็นเครื่องดูดมดลูกแทน พร้อมแนะใช้ยายุติการตั้งครรภ์ตามที่ WHO แนะนำ หวังลดปัญหาทำแท้งไม่ปลอดภัย ชี้ ร่าง พ.ร.บ.อนามัยการเจริญพันธุ์ ช่วยส่งเสริมการจัดบริการป้องกันท้องไม่พร้อมและทำแท้งอย่างปลอดภัย เล็งเปลี่ยนทัศนคติผู้ให้บริการไม่มอง “นางสาว” มาคุมกำเนิดในแง่ลบ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการคุมกำเนิด

             23 ม.ค.2555 ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างการประชุมนานาชาติ “สุขภาพสตรีและการทำแท้งไม่ปลอดภัย” – IWAC 2013 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี (แห่งประเทศไทย) ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ปัจจุบัน ผู้หญิงไทยในวัยเจริญพันธุ์ (15-49 ปี) ซึ่งมีจำนวนมากถึง 16 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประเทศ ยังคงมีปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม สาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย คือ 1.ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น และ 2.การเข้าไม่ถึงบริการคุมกำเนิด ซึ่งเป็นเรื่องของทัศนคติที่มองว่าผู้หญิงที่รู้จักการป้องกันตนเองเป็นคนใจแตก ที่เห็นได้ชัดคือผู้หญิงวัยทำงานที่ยังใช้คำนำหน้าว่า “นางสาว” หรือยังไม่มีสามี เมื่อมาขอใช้บริการคุมกำเนิดตามสถานพยาบาล เช่น ใส่ห่วง หรือฉีดยา ผู้ให้บริการมักมองว่ามีความประพฤติที่ไม่เหมาะสม

“นอกจากนี้ ผู้หญิงไทยยังมีปัญหาเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัยด้วย ทั้งการขูดมดลูกซึ่งมีอัตราการตาย การตกเลือด และการติดเชื้อสูง รวมไปถึงความล่าช้าของการดำเนินการยุติการตั้งครรภ์ตามกฎหมายอาญามาตรา 305 และข้อบังคับแพทยสภาที่กำหนดเงื่อนไข ว่า หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี หรือตั้งครรภ์ไม่พร้อมอันเนื่องจากการล่วงละเมิดทางเพศ และการตั้งครรภ์ที่มีผลต่อสุขภาพกายและใจของแม่ สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้เลยนั้น ส่งผลให้มีหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากหันไปทำแท้งเถื่อนแทน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาด้วยตัวเองที่ไม่ถูกต้องและไม่ปลอดภัย เป็นผลให้เกิดปัญหาสุขภาพกาย จิตใจ ครอบครัว และสังคมตามมาอีกมากมาย

การจัดประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมหรือไม่พึงประสงค์ และการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย เพื่อส่งเสริมวิชาการและกระตุ้นความตระหนักของสังคมไทยและทั่วโลกในการดูแลสุขภาพผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และสร้างภาคีเครือข่ายระดับนานาชาติในการร่วมกันแก้ไขปัญหา สำหรับประเทศไทยมีแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวเบื้องต้น คือ 1.เสนอให้ทุกสถานพยาบาลดำเนินการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยตามวิธีที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ คือ ยกเลิกการขูดมดลูก โดยให้หันมาใช้เครื่องดูดมดลูกแทน และให้ใช้ยา Mifepristone และ Misoprostol ในการยุติการตั้งครรภ์กรณีที่อายุครรภ์น้อยกว่า 63 วัน หรือ 9 สัปดาห์ ซึ่งเป็นยาที่องค์การอนามัยโลกได้บรรจุลงในบัญชียาหลัก อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ให้แต่ละประเทศขึ้นทะเบียนยาทั้งสองตัวนี้ไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้มีการทำแท้งอย่างเสรี แต่ต้องเป็นการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยตามกฎหมายของแต่ละประเทศกำหนดสูตรยาทำแท้งขององค์การอนามัยโลก (WHO) สำหรับการตั้งครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ คือ กิน RU486 200 mg อีก 36-48 ชั่วโมง กิน ไซโตเทค(Cytotec) 400mcg หรือเหน็บยาไซโตเทค (Cytotec) 800 mcg  2.ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนแพทย์และพยาบาลให้มีความเข้าใจการบริการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยตามหลักกฎหมายมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการใช้เครื่องดูดมดลูกและยายุติการตั้งครรภ์ที่ถูกต้องปลอดภัย รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติและเปิดให้คำปรึกษาการวางแผนครอบครัว การคุมกำเนิด และการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม หากร่าง พ.ร.บ.อนามัยการเจริญพันธุ์ มีผลบังคับใช้จะช่วยให้ทุกภาคส่วนจัดบริการการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมและการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยได้เข้มแข็งขึ้น เช่น การส่งเสริมการมีลูกเมื่อพร้อม การเข้าถึงการวางแผนครอบครัว การให้ความรู้ด้านเพศศึกษาแก่เด็กตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน และชุมชน การรู้จักปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ การรู้จักปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ การป้องกันหรือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย รวมไปถึงพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขและพัฒนาบุคลากรให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีการคุมกำเนิด การยุติการตั้งครรภ์ เพิ่มทักษะการให้คำปรึกษา ซึ่งตรงนี้อาจช่วยเปลี่ยนใจให้คนอยากทำแท้งเลิกทำแท้งได้ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้มีการจัดบริการด้านสังคมด้วย เช่น การเปิดให้ศึกษาต่อ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ที่ไปทำแท้งเพราะต้องการที่จะเรียนต่อ จึงจะมีการเปิดโอกาสตรงนี้ด้วย

อนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้คาดประมาณไว้ว่าทั่วโลกมีผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับปัญหาการทำแท้งปีละประมาณ 20 ล้านคน แต่ละปีมีผู้หญิงต้องเสียชีวิตจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยประมาณ 80,000 คน หรือตกชั่วโมงละ 9 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 95 อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2-3 แสนราย ขณะที่การป่วยและตายจากการแท้งที่ไม่ปลอดภัยและค่ารักษาพยาบาลของประเทศไทย เมื่อปี 2554 พบว่า แท้งสูงถึง 30,389 ราย ตาย 4 ราย ใช้ค่ารักษาพยาบาลกว่า 154 ล้านบาท

แนวทางแก้ไขปัญหาการทำแท้งอย่างถาวร

การที่จะแก้ปัญหาการทำแท้งอย่างถาวรนั้น จะต้องหันมาให้ความสนใจกับสาเหตุต้นตอที่ทำให้เกิดปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อมองจากสาเหตุของปัญหาดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ทางออกของปัญหาใหญ่ที่ดีที่สุดคือ การร่วมมือของสถาบัน องค์กร และหน่วยงานต่างๆของสังคม ซึ่งควรจะดำเนินการตามลำดับดังนี้


สื่อมวลชน
ในยุคปัจจุบันสื่อมวลชนถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมสร้างทัศนคติและค่านิยมแก่สมาชิกทุกคนในสังคม ประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นประเทศที่เปิดเสรีในการเผยแพร่ข่าวสารมากเกินไป จนทำให้เกิดช่องโหว่ในการนำเสนอข่าวสารที่ยั่วยุกามารมณ์ หรือสารที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เด็กๆ ดังนั้นสิ่งแรกที่สื่อมวลชนควรจัดระเบียบ คือ งดการเผยแพร่ข่าวสารที่ยุยงส่งเสริมให้วัยรุ่นมีความนิยมที่ผิดๆ เช่น การมีรักก่อนวัยอันควรตามกระแสโลกาภิวัตน์ การเสพสิ่งมึนเมา การล่วงละเมิดทางเพศและสื่อลามก ฯลฯ และสิ่งที่สื่อมวลชนควรให้ความร่วมมืออย่างยิ่งรองลงมา คือการนำเสนอสารที่ส่งเสริมให้เยาวชนรักชาติ มีความสุขกับการเรียนรู้ และพึ่งตัวเองเป็นหลัก ดังเช่นประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ทำ ซึ่งการกระทำดังกล่าวควบคู่กับการให้ความร่วมมือขององค์กรที่เกี่ยวข้องทุกแขนง จะเป็นแนวทางป้องกันปัญหาสังคมฟอนเฟะจากการเปิดเสรีมอมเมาสังคม มอมเมาเด็กและเยาวชน


สถาบันครอบครัว
เนื่องจากสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันหลักของสังคม ดังนั้นปัญหาทุกปัญหาส่วนมากแล้วก็จะมีจุดกำเนิดที่ตรงนี้ โดยเฉพาะการขาดความอบอุ่นภายในครอบครัว การขาดความรับผิดชอบของสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะผู้นำ นั้นก็คือผู้ที่เป็นพ่อ เป็นแม่ บทบาทสำคัญที่ครอบครัวควรให้ใส่ใจคือ การสร้างความเข้าใจในการดำเนินชีวิตให้กับสมาชิกทุกๆคน ผู้ปกครองควรที่จะเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อพบปะ สอบถามการเป็นอยู่ของลูกๆ เปิดโอกาสให้พวกเขาได้พูดสิ่งที่อึดอัดใจ หรือทุกข์ใจได้ทุกๆเรื่อง ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อเด็กเจอปัญหาจะไม่กล้าพูดให้พ่อแม่ฟังเพราะกลัวถูกด่า ถูกลงโทษ และเมื่อเด็กต้องตัดสินใจแก้ปัญหาแต่เพียงผู้เดียวภายใต้ความกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว สังคม เรื่องการเรียนฯลฯ ผลที่ตามมาคือความเครียดซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาทางด้านสุขภาพจิตได้ ดังนั้นพ่อแม่ควรที่จะเปิดใจให้กว้าง และสร้างบรรยากาศให้เด็กกล้าที่จะพูดกล้าที่จะระบายความในใจทุกๆเรื่อง การกระทำเช่นนี้จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้เข้าใจ กันและกัน เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะปิดประตูของปัญหาการทำแท้ง


สถาบันการศึกษา
เมื่อเร็วๆนี้ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ได้นำปัญหาการทำแท้งมานำเสนอ พร้อมทั้งได้แนะนำว่า การสอนให้เด็กหญิงรักนวลสงวนตัว ควบคู่ไปกับการสอนเด็กชายไม่ไปละเมิดทางเพศเด็กหญิงเป็นบทบาทของสถานศึกษาและผู้ปกครองที่ต้องทำกันอย่างจริงจังจริงจัง และฝ่ายการแพทย์ต้องมีส่วนร่วมให้ความรู้เคียงคู่กับครู ไม่ใช่มุ่งออกกฎหมายบังคับให้ครูสอนเพศศึกษา


สิ่งแวดล้อมทางสังคม
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าสิ่งเร้าต่างๆ ทางสังคมนั้นก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาสะเทือนขวัญเช่นนี้ โดยเฉพาะการวิ่งเต้นตามกระแสโลกาโลกาภิวัตน์ จนทำให้เยาวชนถูกมอมเมาโดยค่านิยมที่ผิดๆได้ง่าย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เปิดเผยในเวทีประชุมวิชาการสุราระดับชาติครั้งที่ 6 ว่า เยาวชนที่มีการดื่มสุรา มีโอกาสในการตั้งครรภ์ และทำให้ผู้อื่นตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถึง 2.92 เท่า มี โอกาสถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เมื่อใช้หลักคำนวณทางระบาดวิทยาจะพบว่าผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ จะลดโอกาสตั้งครรภ์แบบไม่พร้อมและทำแท้งได้ถึงร้อยละ 31.5 ต่อปี และวัยรุ่นชายที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยลดการทำแท้งได้ร้อยละ 43.4 ต่อปีจึงเสนอว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญเรื่องการดื่มของเยาวชนเพื่อลดคุณแม่วัยเรียนลง


สังคมไทยที่น่าเป็นห่วงคือ การปล่อยให้มีการขายเหล้าและดื่มเหล้าข้างถนนอย่างเสรีทุกตรอกซอกซอย ตั้งแต่แม้ค้าส้มตำ ยัน ร้านสะดวกซื้อ ตั้งโต๊ะกินกลางซอย เมาแล้วก็ก่ออาชญากรรมดังที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ดังนั้นการควบคุมการขายและควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวดก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้สังคมไทยดีขึ้น อย่างน้อยก็ช่วยลดการตั้งครรภ์และทำแท้งของวัยรุ่นได้ถึง 43.4% มาถึงจุดนี้ปัญหาเรื่องการทำแท้งคงไม่ใช่ปัญหาที่เด็กหญิงผู้ไม่พร้อมจะมีบุตรต้องแบกรับภาระแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นปัญหาที่ทุกๆคนในสังคมต้องช่วยกันป้องกันเพื่อจะไม่ให้สังคมไทยเราฟอนเฟะไปมากกว่านี้

สาเหตุของการทำแท้งผิดกฏหมาย

ถึงแม้การตั้งครรภ์จะเป็นเรื่องของธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายก็ตาม สำหรับมนุษย์นั้นมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่จงใจ ตั้งใจ หรือมีแผนการจะให้ตั้งครรภ์เพื่อจะได้ลูกไว้สืบตระกูล นอกนั้นเป็นการตั้งครรภ์โดยบังเอิญ แบบที่เรียกว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาที่สุด ได้แก่การตั้งครรภ์ในคนที่ไม่ต้องการลูก กลุ่มที่ตั้งครรภ์โดยบังเอิญนี้ นอกจากจะไม่ยอมรับการตั้งครรภ์แล้ว ยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง


ปฏิกิริยาที่เกิดกับผู้ตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจเกิดได้หลายแบบอย่างด้วยกัน บางคนเมื่อประจำเดือนเกินกำหนดก็กินยาชุดขับประจำเดือน ความจริงยาขับประจำเดือนจะได้ผลก็ต่อเมื่อหญิงผู้นั้นมิได้ตั้งครรภ์เท่านั้น ถ้าตั้งครรภ์จริง แม้จะรับประทานยานี้หลายๆ ชุดก็มักจะไม่ได้ผล บางคนนำปัสสาวะไปตรวจ เพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ บางคนเพียงแต่เล่าอาการให้เพื่อนๆ ฟัง บางคนก็รอจนท้องโตคลำมดลูกได้ทางหน้าท้อง รายที่น่าระอาที่สุด คือรายที่ปล่อยตัวไว้จนรู้สึกเด็กดิ้นจึงรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์


เมื่อทราบแน่ชัดว่าตนเองตั้งครรภ์ บางคนจะปรึกษาแพทย์ตามโรงพยาบาลหรือคลินิก เพื่อขอให้แพทย์ทำแท้งให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับการปฏิเสธ นอกจากจะปฏิเสธการทำแท้งแล้ว แพทย์มักจะอธิบายชี้แนะให้ตระหนักถึงอันตรายของการทำแท้ง เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์และผู้เกี่ยวข้องคิดว่า ผลเสียของการตั้งครรภ์มีมากกว่าอันตรายจากการทำแท้ง ในที่สุดจึงเลือกสถานที่ลักลอบทำแท้งที่มีอยู่มากมายทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด สถานที่ดังกล่าวนี้มักจะอยู่ลึกลับไม่เปิดเผยหรือไม่ก็อาศัยการทำคลินิกบังหน้า ราคาค่าบริการก็แตกต่างกัน แทบทุกแห่งอาจจะต่อรองราคากันได้


สาเหตุของการทำแท้งเท่าที่รวบรวม พอจะแบ่งออกเป็น2 กลุ่ม คือ หญิงโสด กับ หญิงที่แต่งงานแล้ว


– หญิงโสดมักจะทำแท้งเนื่องจากตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน และมีอุปสรรคขัดข้องทำให้ไม่สามารถแต่งงานกับชายที่เป็นบิดาของเด็กได้ อาจเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังเป็นนักเรียน ฝ่ายชายไม่ยอมรับ พ่อแม่ไม่ยอมรับ บางรายก็ขัดกับอาชีพ เช่น อาชีพหญิงบำเรอ หญิงบริการอาบอบนวด พาร์ตเนอร์ตามไนต์คลับหรือสถานเริงรมย์ เป็นต้น


– สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้วอ้างเหตุผลหลายประการ ประการที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาทางเศรษฐกิจ รายได้ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูบุตร ประการที่สอง เกี่ยวกับความไม่พร้อมที่จะมีบุตรหรือมีบุตรมากเกินไป เท่าที่พบเห็นมักจะทั้งสองอย่างประกอบกัน คือ ทั้งยากจนและมีบุตรมากอาศัยอยู่ตามชุมชนแออัด ประการที่สามคือ ความแตกร้าวภายในครอบครัว เช่น มีสามีที่ขาดความรับผิดชอบ เป็นภรรยาน้อย หรือภรรยาลับ เลิกกับสามี ฯลฯ นอกนั้นเป็นเหตุผลย่อย เช่น ขัดต่ออาชีพของนักร้องนักแสดง หญิงบริการ บางคนกลัวการคลอดเพราะเคยคลอดยากมาก่อนก็มี

กฏหมายการทำแท้งในประเทศไทย

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายที่ระบุเรื่องการทำแท้งคือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 305 ซึ่งระบุว่าการทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยกเว้นเป็นท้องที่มีผลมาจากการถูกข่มขืน หรือการท้องนั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้หญิงที่ท้องเอง เงื่อนไขนี้ทำให้ผู้หญิงที่ท้องจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ท้องเพราะมีเพศสัมพันธ์แต่ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ ไม่สามารถทำแท้งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงเหล่านี้พึ่งพาคลินิกทำแท้งเถื่อนดังที่เป็นข่าว
ในอดีตมีความพยายามจะแก้กฎหมายมาตรา 305 หลายครั้ง ช่วงเวลาที่ไปได้ไกลที่สุดคือ ระหว่างการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ซึ่งระบุว่าจะต้องแก้มาตรา 305 โดยเพิ่มข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้ถูกกฎหมายอีก 2 อย่าง คือ เมื่อผู้หญิงที่ตั้งท้องมีปัญหาด้านสุขภาพกายหรือจิต และเมื่อการตั้งครรภ์เกิดจากการคุมกำเนิดล้มเหลวจากการปฏิบัติของแพทย์


บทลงโทษสำหรับการทำแท้ง

ประเด็นข้อจำกัดของมิติทางกฎหมายปัจจุบัน จะนำไปสู่การมีกฎหมายใหม่ที่สอดคล้องกับปัญหาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ในประเทศไทย การทำแท้งถือว่าผิดกฎหมาย ตามประ มวลกฎหมายอาญามาตรา 301-305
• มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
• มาตรา 302 ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
-ถ้าหญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
– หรือถ้าเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
• มาตรา 303 ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
– ถ้าหญิงรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
– ถ้าเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาท ถึงสี่หมื่นบาท
• มาตรา 304 ผู้ใดเพียงแต่พยายามกระทำความผิดตาม มาตรา 301 หรือมาตรา 302 วรรคแรกผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
• มาตรา 305 ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา 301 และมาตรา 302 เป็นการกระทำของนายแพทย์ ที่ให้อำนาจแก่แพทย์ทำแท้งให้หญิง 
1.ความจำเป็นเนื่องจากสุขภาพของหญิง คือ หากปล่อยให้หญิงตั้งครรภ์หรือคลอดต่อไปอาจเป็นอันตรายต่อหญิงผู้นั้นได้ กฎหมายก็ให้อำนาจแพทย์ที่จะทำแท้งให้ได้
2.การทำแท้งให้แก่หญิงที่ถูกกระทำผิดอาญา เช่น ถูกข่มขืนแล้วท้องเป็นต้น ผู้กระทำไม่มี ความผิด

การทำแท้งด้วยยาคืออะไร ?

การทำแท้งด้วยยาคือการใช้ยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ แทนที่การใช้เครื่องมือทำแท้งชนิดต่างๆ อาจเป็นการใช้ยา 1 ชนิดหรือ 2 ชนิดร่วมกัน ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์

กลไกการทำงานของยาทำแท้งชนิดกิน RU486

 RU486 (Mifepristone) ออกฤทธิ์ต่อต้านการทำงานของโปรเจสเทอโรน ทำให้เกิดผลดังนี้

    – เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงและหลุดลอกตัว

    – ปากมดลูกนุ่มและเปิดออก

    – เพิ่มความไว (Sensitivity) ของมดลูกต่อยาไซโตเทค(Cytotec)

กลไกการทำงานของ cytotec (Misoprostol)

 ไซโตเทคทำให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวรุนแรงจนเกิดการแท้ง อาจใช้เป็นยาทำแท้งเดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกับ RU486 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำแท้ง

 ไซโตเทคใช้เป็นยาทำแท้งได้โดยวิธีเหน็บช่องคลอด อมใต้ลิ้นหรืออมในกระพุ้งแก้ม ซึ่งทั้ง 3 วิธีได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจใกล้เคียงกัน

การใช้ยาทำแท้ง 2 ชนิดร่วมกัน (อาร์ยู486+ไซโตเทค)

  สามารถใช้ทำแท้งได้ผลดีในอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ โดยทำให้เกิดการแท้งสมบูรณ์ 95-98 % (90% แท้งภายใน 24ชั่วโมงหลังใช้ไซโตเทค) มีเพียงส่วนน้อยที่เกิดการแท้งไม่สมบูรณ์และจำเป็นต้องขูดมดลูก ซึ่งพบน้อยกว่า 1% ของผู้ใช้ยาที่ยังคงตั้งครรภ์ต่อ (ยาใช้ไม่ได้ผล)

ขั้นตอนการใช้ยาทำแท้ง

อายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์

1. กินยา RU486 1เม็ด

2. อีก 36 ชั่วโมงต่อมา สอดยาไซโตเทคทางช่องคลอดครั้งละ 2 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง หรือ อมไซโตเทค 4 เม็ดใต้ลิ้น ต่อด้วยอมไซโตเทค 2 เม็ดใต้ลิ้นในอีก 4 ชั่วโมงถัดมา

อายุครรภ์มากกว่า 9 สัปดาห์

  แนะนำใช้ยาสอดไซโตเทคเพียงชนิดเดียว โดยสอดช่องคลอดครั้งละ 2 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง รายงานของ WHO พบแท้งสำเร็จ 90%

อาการขณะใช้ยาทำแท้ง

   หลังกินยา RU486 อาจมีเลือดออกบ้างหรือไม่มีเลือดออกก็ได้ ภายหลังใช้ยาไซโตเทคจะเริ่มปวดท้องน้อย มีเลือดออกทางช่องคลอด ปนลิ่มเลือด ขณะแท้งจะปวดแรง เลือดออกมากกว่าประจำเดือน อาจเห็นถุงน้ำคร่ำหลุดออกมาหรือเนื้อเยื่อรกสีขาวๆหรือเห็นตัวอ่อนได้ในบางราย หลังแท้งอาการปวดทุเลา

อาการข้างเคียงจากการใช้ยา

  สตรีที่ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์โดยการใช้ยา ควรเข้าใจถึงขบวนการแท้งที่เกิดจากการใช้ยา รวมทั้งอาการและอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปวด คลื่นไส้ ถ่ายเหลว ไข้หนาวสั่น รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้บ้าง เช่น แท้งไม่ครบ , ตั้งครรภ์ต่อ